สืบสาน “ว่าวไทย” ภูมิปัญญาหลักสี่

Local Curriculum: Career Preparation Department: Grade 3 – Thai Kites

หลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
สืบสาน “ว่าวไทย” ภูมิปัญญาหลักสี่ (การทำว่าวไทย : นายกุน บุญนก)

หลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
สืบสาน “ว่าวไทย” ภูมิปัญญาหลักสี่ (การทำว่าวไทย : นายกุน บุญนก)

ที่อยู่ : 304/686 หมู่ที่ 3 การเคหะแห่งชาติบางบัว ซ.พหลโยธิน 49/1 ถ.พหลโยธิน
แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

สืบสาน “ว่าวไทย” ภูมิปัญญาหลักสี่

แหล่งผลิตว่าวไทยของเขตหลักสี่ อยู่ที่ชุมชนทำว่าว ตั้งอยู่ที่ 304/686 หมู่ 3 การเคหะแห่งชาติบางบัว เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร
ชุมชนทำว่าว เป็นชื่อเรียกชุมชนแห่งหนึ่งที่เกิดขึ้น จากการที่ได้มีผู้อยู่อาศัยในชุมชนประกอบอาชีพในการประดิษฐ์ว่าว ซึ่งเป็นภูมิปัญหาของคนไทยและเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านออกจำหน่ายเผยแพร่ในชุมชน ชุมชนนี้มี ลุงกุน บุญนก เป็นผู้นำชุมชนในการประดิษฐ์ว่าว

                               ลุงกุน  บุญนก  เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำว่าวพื้นบ้านทุกชนิด ผลงาน
                                  การสืบสานและสร้างสรรค์คุณค่าทางด้านศิลปะ การสืบสานภูมิปัญญาที่เป็น

ลุงกุน บุญนก ซึ่งอยู่บ้านเลขที่ 304/686 หมู่ 3 การเคหะแห่งชาติบางบัว ซอยพหลโยธิน 49/1 ถนนพหลโยธิน แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ พื้นเพเดิมเป็นคนจังหวัดนครสวรรค์ เคยรับราชการเป็นครูสอน งานช่างประดิษฐ์ แต่ด้วยความที่มีใจรักเรื่องเกี่ยวกับว่าวมาโดยตลอด ดังนั้นหลังจากเกษียณราชการแล้ว ได้ประกอบอาชีพโดยการประดิษฐ์ว่าวออกจำหน่าย โดยออกแบบว่าวให้มีลวดลายแปลกใหม่ด้วยความคิดของตัวเอง ว่าวที่ประดิษฐ์ออกจำหน่ายมีหลายแบบ หลายชนิด เช่น ว่าวนกฮูก ว่าวปลาเงินปลาทอง ว่าวผีเสื้อ ว่าวมังกร ว่าวหกเหลี่ยม ว่าวพญาครุฑ ฯลฯ

ขั้นตอนการทำว่าวขอ คุณกุน บุญนก เริ่มจากการไปหาซื้อไม้ไผ่สีสุกที่จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี และ นครศรีอยุธยา โดยจะตัดไม้ไผ่ด้วยตนเอง และเลือกตัดเฉพาะไผ่สดที่มีอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ซึ่งสีของไม้ไผ่จะมีสีน้ำตาลหรือเขียวแก่ แล้วนำไม้ไผ่ที่ได้มาผ่า นำไปแช่น้ำไว้ประมาณ 1 เดือน ทั้งนี้เพื่อให้ไม้ไผ่มีความเหนียวและป้องกันไม่ให้มอดกินเนื้อไม้ จากนั้นนำมาตากให้แห้งแล้วจึงนำมาประกอบเป็นโครงว่าว นอกจากจะทำว่าวออกจำหน่ายแล้ว ยังได้เปิดสอนการทำว่าวแก่ผู้ที่สนใจและต้องการนำไปประกอบอาชีพต่อไปอีกด้วย
ปัจจุบันผู้สืบทอดกลวิธีการทำว่าวไทยหลักสี่ รุ่นที่ 2 คือ นายสาโรจน์ บุญนก ซึ่งรับสอนการทำว่าว แก่ผู้ที่สนใจและต้องการนำไปประกอบอาชีพต่อไปอีกด้วย

ว่าวปักเป้า (The Pakpao kite)

ว่าวปักเป้ามีลักษณะเช่นเดียวกับว่าวอีลุ้ม แต่มีไม้ส่วนโครง ที่เป็นปีกจะแข็งกว่าปีกของว่าวอีลุ้ม จึงต้องมีหางที่ทำด้วยผ้าหรือวัสดุอื่นๆ ที่เป็นเส้นยาวถ่วงอยู่ที่ส่วนก้น เมื่อชักขึ้นลอยไปอยู่ในอากาศแล้วจะไม่ลอยอยู่เฉยๆ จะส่ายตัวไปมา และเมื่อถูกคนชักกระตุกสายเชือกตามวิธีการแล้ว จะเคลื่อนไหวโฉบเฉี่ยวไปมาท่าทางต่างๆ ตามต้องการ

วัสดุและอุปกรณ์

  1. ไม้ขนาดเบา 2 ชิ้น ชิ้นที่สองสั้นกว่าชิ้นแรกประมาณ 1/6
  2. ด้ายไนล่อนขาว
  3. กระดาษว่าว
  4. กาวลาเท็กซ์
  5. กรรไกร
  6. คัตเตอร์
  7. ดินสอ
  8. เข็ม  
    ขั้นตอนการทำ
  9. นำไม้ปีกมาวางขวางไม้อก โดยห่างจากส่วนหัวของไม้อก 1 ใน 5 และวัดสัดส่วนของไม้ปีกทั้ง 2 ข้างให้เท่ากัน แล้วใช้ด้ายมัดจุดตัดให้แน่น
  10. ผูกด้ายจากปลายไม้ปีกทั้ง 2 ข้าง ถึงก้นว่าว โดยดึงไม้ปีกทั้ง 2 ข้างให้โค้งเท่ากัน
  11. ผูกด้ายจากยอดของไม้อกไปยังไม้ปีกทั้ง 2 ข้าง และทิ้งปลายด้ายไว้ ประมาณ 5 เซนติเมตร
  12. ผูกด้ายซอยสะพายแล่งจากไม้อกไปยังไม้ปีก เพื่อดึงไม้เป็นจุด ๆ
  13. วางโครงว่าวบนกระดาษ และตัดกระดาษให้ห่างจากตัวโครงว่าวประมาณ 1 นิ้ว แล้วพับกระดาษเข้าหาตัวโครงว่าวและใช้กาวติดทั้ง 4 มุม
  14. แปะดอกว่าวทั้งด้านหน้าและด้านหลังว่าวให้เกิดความสวยงาม
  15. ตัดกระดาษเป็นริ้วๆ แล้วม้วน เพื่อนำไปทำพู่ จำนวน 2 ชิ้น
  16. นำพู่ไปผูกกับปลายด้ายของปีกที่เผื่อไว้ในขั้นตอนที่ 3 ทั้ง 2 ข้าง
  17. ใช้เข็มเจาะบริเวณจุดที่ตัดกันของไม้อกและไม้ปีกและบริเวณด้านล่าง
    ถัดลงมาประมาณ 7 เซนติเมตร
  18. นำด้ายมาร้อยผ่านทั้ง 2 รูที่เจาะไว้แล้วผูกปลายด้านทั้ง 2 ข้างกับไม้ให้แน่น
  19. เจาะรูด้านล่างตรงกลางของก้นว่าว เพื่อร้อยด้ายไว้ผูกกับหางว่าว
  20. นำด้ายมาร้อยให้เป็นหางว่าว แล้วผูกปลายด้ายกับไม้ให้แน่นและปล่อยปลายด้ายทิ้งไว้ประมาณ 30 เซนติเมตร
  21. ตัดกระดาษยาวประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อนำไปทำเป็นหางว่าว นำหางว่าวไปผูกติด กับด้ายที่ปล่อยชายทิ้งไว้ในขั้นตอนที่ 12 นำด้ายพร้อมหลอดด้ายที่เหลือมาผูกกับด้ายที่ผูกไว้ในขั้นตอนที่ 10 ในมุม 60 องศา

Preserving and Enhancing “Thai Kite” — The Wisdom of Lak Si People
(Thai kite making: Mr. Bun Bunnok)

Mr. Bun Bunnok
Chula Kite

ที่อยู่ : 304/686 หมู่ที่ 3 การเคหะแห่งชาติบางบัว ซ.พหลโยธิน 49/1 ถ.พหลโยธิน แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 

Address: 304/686 Village No. 3, Bang Bua National Housing Authority, Soi Phahonyothin 49/1, Phahonyothin Rd. Talat Bang Khen Subdistrict, Lak Si District, Bangkok 10210

Preserving and Enhancing “Thai Kites”

The Wisdom of Lak Si People

The importance of Thai kites for Lak Si and the people of Lak Si is obvious from the motto of the district – “ Famous Lak Si Temple, Thai Kite Center, Renowned Khon Masks, and Beautiful Lak Si District.”


Lak Si district has a famous Buddhist temple called ‘Lak Si Temple.’ It has a Thai kite making community. Besides, it is also a place where Khon masks are produced. All in all, Lak Si is a wonderful place.

The Kit Making Community


The community of kite makers is the name given to one community in Lak Si district. Due to the fact that there are people living in the community working in the creation of kites. As we know, kite making is an intellectual product of Thai people and is a local handicraft for distribution within and outside of the community. This community has Uncle Kun Bunnok as the community leader in kite making.

The picture below is Uncle Kun Bunnok.
ครูกุน บุญนก

Pictures of the Kites

References

Lak Si District Office (Por.Por.Por.). The Story of Lak Si. Bangkok (In Thai).

https://www.facebook.com/ว่าวไทย-ลุงกุน -บุญนก-433079590218681

http://www.thaiwisdom.org/versionshow/4?page=6

http://sci4fun.com/kite/goon.html

http://sci4fun.com/kite/kite.html

http://www.bangkok.go.th/laksi/page/sub/6568

http://www.bangkoktourist.com/index.php/top-attractions/index?top_id=302

http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/service/bangkokMap/Html/Map_tour/Laksi1.htm

แบบทดสอบหลักสูตรท้องถิ่น

แบบทดสอบหลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
เรื่อง สืบสาน “ว่าวไทย” ภูมิปัญญาหลักสี่


คำชี้แจง แบบทดสอบมีทั้งหมด 10 ข้อ 10 คะแนน ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว ให้ตรงกับตัวเลือกในข้อ ก ข ค หรือ ง

  1. ชุมชนทำว่าวของเขตหลักสี่ ตั้งอยู่ที่ชุมชนใด
    ก. ชุมชนตลาดบางเขน
    ข. ชุมชนเคหะบางบัว
    ค. ชุมชนตลาดหลักสี่
    ง. ชุมชนหลักสี่พัฒนา 99
  2. บุคคลใดเป็นผู้นำชุมชนในการประดิษฐ์ว่าว ของเขตหลักสี่
    ก. นายนิเวศ แววสมณะ
    ข. นายสาโรจน์ บุญนก
    ค. นายเสน่ห์ มากโฉม
    ง. นายกุน บุญนก
  3. บุคคลที่เป็นผู้นำชุมชนในการประดิษฐ์ว่าว เขตหลักสี่ ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจากสำนักเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการในด้านใดประจำปีพุทธศักราช 2548
    ก. ครูภูมิปัญญาไทยรุ่นที่ 4 ด้านหัตกรรม
    ข. ครูภูมิปัญญาไทยรุ่นที่ 4 ด้านศิลปกรรม
    ค. ครูภูมิปัญญาไทยรุ่นที่ 4 ด้านจิตรกรรม
    ง. ครูภูมิปัญญาไทยรุ่นที่ 4 ด้านเกษตรกรรม
  4. จากรูปภาพเป็นว่าวชนิดใด
    ก. ว่าวควาย
    ข. ว่าวจุฬา
    ค. ว่าววงเดือน
    ง. ว่าวหกเหลี่ยม
  5. ในการทำโครงว่าว ของชุมชนทำว่าวเขตหลักสี่ จะเลือกใช้ไม้ไผ่ชนิดใด
    ก. ไผ่สีสุก
    ข. ไผ่เลี้ยง
    ค. ไผ่รวก
    ง. ไผ่เหลือง
  6. ชุมชนทำว่าวเขตหลักสี่ จะเลือกใช้ไผ่สดที่มีอายุตั้งแต่กี่ปีขึ้นไป ในการนำมาทำว่าว
    ก. ไผ่สดอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป
    ข. ไผ่สดอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป
    ค. ไผ่สดอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป
    ง. ไผ่สดอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป
  7. เพราะเหตุใด ก่อนที่จะนำไม้ไผ่มาใช้ในการทำโครงว่าว จึงต้องนำไปแช่น้ำไว้ประมาณ 1 เดือน
    ก. ให้เก็บไว้ใช้ได้นานๆ
    ข. เพิ่มลวดลายให้กับเนื้อไม้
    ค. ป้องกันไม่ให้มอดกินเนื้อไม้
    ง. มีวัสดุในการทำว่าวได้ตลอดเวลา
  8. ในการทำว่าวปักเป้า ไม้ที่อยู่ในแนวตั้งเรียกว่าอะไร
    ก. ไม้อก
    ข. ไม้ปีก
    ค. ไม้แบบ
    ง. ไม้ปักเป้า
  9. ถ้านักเรียนไม่มีกระดาษว่าว ควรเลือกใช้สิ่งใดแทนจึงจะเหมาะสมที่สุด
    ก. สมุดวิชาการงานอาชีพ
    ข. กล่องลังกระดาษ
    ค. หนังสือพิมพ์
    ง. กระดาษทิชชู
  10. ทำไมว่าวของชุมชนทำว่าวเขตหลักสี่ จึงยังได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมในปัจจุบัน
    ก. ว่าวมีราคาถูก หาซื้อง่าย
    ข. ว่าวที่ทำออกจำหน่าย มีแบบซ้ำๆ เหมือนเดิม
    ค. มีการโฆษณาและประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง
    ง. ออกแบบว่าวให้มีลวดลายแปลกใหม่ตลอดเวลา

Words You Should Know

Vocabulary : สืบสานว่าวไทย ภูมิปัญญาหลักสี่

  1. Kite (ไคท) แปว่า ว่าว
  2. Community (คะ-มิว-นิ-ที) แปลว่า ชุมชน
  3. Create (ครี-เอท) แปลว่า สร้าง, ประดิษฐ์
  4. Craft (คราฟท) แปลว่า งานศิลปะที่ทำด้วยมือ, หัตถกรรม
  5. Teach (ทีช) อบรม, สอน
  6. Green (กรีน) แปลว่า สีเขียว
  7. Step (สะ-เต็ป) แปลว่า ขั้นตอน, วิธีการ
  8. Career (คะ-เรียร์) แปลว่า อาชีพ
  9. Bamboo (แบม-บู) แปลว่า ต้นไผ่, ไม้ไผ่
  10. Sell (เซล) แปลว่า ขาย, จำหน่าย

หลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ป.3

คำชี้แจง แบบทดสอบมีทั้งหมด 10 ข้อ  10  คะแนน ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว ให้ตรงกับตัวเลือกในข้อ  ก ข ค หรือ ง


Janpha Thadphoothon as an assistant professor @ DPU

On July 23rd, 2020, I received a bouquet of flowers from the President of Dhurakij Pundit University, Bangkok, Thailand, congratulations for me on my attainment of the assistant professorship.

Asst. Prof. Dr. Janpha Thadphoothgon

I consider this event another milestone in my teaching career as an English teacher and researcher.

Thank you for all the best wishes and congratulations.

DIY Coffee Shop on Kret Island

There are several nice coffee shops on Kret island, an island in the middle of the river. But this one called Kua Mue (Thai คั่วมือ) is special and awesome. You can roast and grind the coffee yourself and learn about coffee as well as coffee making. Besides, it is affordable. The fact that you can prepare your own coffee, from roasting to brewing makes it so special.

At the only DIY Coffee shop on Kret Island, Nonthaburi province, Thailand’s Central Region
(Photo taken on 10 July 2020; Samsung Galaxy A7 SM-A720F/DS)

As coffee drinking has gained its currency among the Thai consumers, more and more shops keep opening up to serve the stronger demand in the kingdom. In this tough market, one needs to find one’s selling points. This is one of the shops that has found its unique spot in the market.

(Photo taken on 10 July 2020; Samsung Galaxy A7 SM-A720F/DS)

The owners of the shop are two friendly Thai ladies. They told me that the coffee beans are the Robusta coffee beans. The specific geographical location of the plantation is Chumpon province, South of Thailand. They told me that the coffee is very strong. It smells nice too. I love the aroma of the DIY coffee.

It is one of the must-see places on the island.

The Second Laws and Our Fetish of Economic Growth

The Second Laws and Our Fetish of Economic Growth

Janpha Thadphoothon

Our fixation on the growth of the economy is our weakness. The pandemic has exposed this flaw. COVID-19 has taught us one lesson – our slow down on consumption is a plus to the earth and other living creatures and their natural habitats. We need nature, perhaps, to put us a break on the fatal situation. When Nature takes its own course, humans suffer.

Yet, humans as creatures are mortal beings. We are subject to time and other conditions. We consume to survive and populate the planet. The loop is destructive, unlike the ‘FOR LOOP in coding, unless a break or constraint is put in place.

Our tendency to consume can be explained by two laws: the second law of thermodynamics and the second law of ecological bloodymindedness (Duncan Brown).

First of all, let’s admit the fact that decay is normal. The second law of thermodynamics states that the total entropy of an isolated system can never decrease over time, and is constant if and only if all processes are reversible. Isolated systems (the universe, for example) spontaneously evolve towards thermodynamic equilibrium, the state with maximum entropy.

James R. Newman summed it up this way: Entropy is the general trend of the universe toward death and disorder. Consumption makes decay worse.

Duncan Brown has proposed the second law of ecology and he calls it the second law of ecological bloodymindedness. The law states: “Any system in a state of positive feedback will destroy itself unless a limit is placed on the flow of energy through that system.” – COVID-19 is a constraint slowing down the consumption.

Yet, our addiction to economic growth has caused us pain and great suffering, economically. This has made me and many others, I suppose, to think deeply into the situation we are currently in – that is – our way of life and economic systems, dominant ones, are basically based on the philosophy of senseless consumerist one.

Yet, humans continue to long for the good old days where consumption was growing very fast. Our fixation on growth makes us unsettled and uncomfortable.

Hamilton (2003) proposes that the pursuit of growth is pointless and should be curtailed. He rejects the philosophy of senseless consumerism – people consume what is not needed biologically, but do so psychologically.

News after news coming out and it reveals that other creatures and the earth itself are benefiting from the lockdown. Isn’t it a desirable thing to restrain our consumption? If the slow down has done more ‘goods’ than ‘harms’ to all other things, that slow down should be welcomed, isn’t it?

References

Hamilton, C. (2003). Growth Fetish. Allan & Unwin.

Brown, D (2004). Feed or Feedback: Agriculture, Population Dynamics and the State of the Planet. International Books.

Writing, Time, and the Speed of Light

How fast can light travel? This question has been answered by scientists, esp. physicists, and found to be 299 792 458 m / s. And a light year, a unit of length used to express astronomical distances and measures about 9.46 trillion kilometres (9.46 x 1012 km) or 5.88 trillion miles (5.88 x 1012 mi).

Nothing, they say, would travel faster than this. I will leave your thought here and move on to the next topic, that is, writing.

Diversity makes life beautiful.

French philosopher Jacques Derrida in “Writing and Difference”, made his point by suggesting that writing is about using signs to create differences by referring to other signs. For example, to define the word ‘apple’, you’ll need to rely on other words to conceptualize the word ‘apple’. You cannot simply say an apple and an apple. This tautology leads you nowhere. All writers rely on the idea of creating a difference.

Derrida is making another point of space and writing. When we define something through writing, we create space and the difference between signs allows us to compare, contrast, and contest systems and concepts. In short, it’s the 3Cs proposed by Lian and Lian (1997).

References

Ferries, J. (1998). Writing and Difference.

Lian, A. P. and Lian, A. B. (1997). The Secret of the Shao-Lin Monk:
Contribution to an intellectual framework for language-learning. Retrived from https://andrewlian.com/andrewlian/prowww/shaolin/psupres2.htm

How to cite a YouTube video in the APA Style

How to cite a YouTube video in the APA Style

Most people watch YouTube videos and they enjoy them very much. Many YouTube videos provide reliable sources of data and information that are unique and do not available elsewhere.

It’s a good idea to learn how to cite them. To cite a YouTube video, it is so simple.

Here is how to do it. You simply include the video title (italicized), the channel or creator that uploaded it, the upload date, and, finally, a link to the video, which you can get it directly from the link provided by YouTube.

Example

Format

Uploader. (Year, Month day). Title of the video [Video file]. Retrieved from url.

Real example is here:

Dialogflow. (2018, May 25). Dialogflow Dialog Control: Shape the flow of your conversation [Basics 3/3] [Video file].
Retrieved from https://youtu.be/-tOamKtmxdY

In-text citation (Dialogflow, 2018)

According to Dialogflow (2018), there are two types of conversation - linear and non-linear.

You can see that it is simple. Let’s do it more often.

Context and Ambiguity in communication

One proposition is this: context reduces ambiguity in communication. Nothing is further from this truth.

The sentence “You have a green light” is ambiguous. Without knowing the context, the identity of the speaker or the speaker’s intent, it is difficult to infer the meaning with certainty. For example, it could mean:

the space that belongs to you has green ambient lighting;
you are driving through a green traffic signal;
you no longer have to wait to continue driving;
you are permitted to proceed in a non-driving context;
your body is cast in a greenish glow; or
you possess a light bulb that is tinted green.
(Examples from Wikipedia)

Another example of an ambiguous sentence is, “I went to the bank.” This is an example of lexical ambiguity, as the word bank can either be in reference to a place where money is kept, or the edge of a river.

Experts warn us to consider each quote carefully – avoid taking it out of context and interpreting it based on the face value. or personal prejudice. Context controls our interpretation and ramification.

To understand what the speaker is truly saying, it is a matter of context, which is why context is important.

Yet, sometimes, we deliberately flout this maxim – we play with words. This is one way to make a joke or create humor. We do not always say what we mean and mean what we say.

What Good Language Learners Usually Do

Good language learners

“Good” language learners have been described by

Rubin in 1975 as being those who:

                  1. are willing guessers

                  2. are accurate guessers

                  3. have a strong drive to communicate

                  4. look for patterns in the language

                  5. try to classify language

                  6. analyze language

                  7. take advantage of all practice opportunities

                  8. monitor their own speech

                  9. pay attention to meaning

Expert learners can teach us how best to learn languages.

Do you consider yourself a good language learner?

Reference: Rubin, J. (1975). What the “Good Language Learner” Can Teach Us. TESOL Quarterly, 9, 41-51.

How Best to Prepare for the Unexpected

By Janpha Thadphoothon

There are things in life that we can prepare ourselves for. For example, exams or tests, especially when we know the outline and scope of the tests. However, many things are complex and any preparation needs to be flexible. We also need to prepare for the unexpected.

Professor Ducan Brown has proposed a set of natural laws, and one of which is this:

1. For every action on a complex, interactive, dynamic system, there are unintended and unexpected consequences. In general, the unintended consequences are recognized later than those that are intended.

This first law reflects the fact that most people pay attention to their intended outcomes. The law of nature is not what we have intended. It follows what the Buddha called ‘Pratītyasamutpāda’ or causes. In a treaty called Pratītyasamutpāda, the Buddha said that — all phenomena or Dhammas arise in dependence upon other Dhammas. The dictum goes — “if this exists, that exists; if this ceases to exist, that also ceases to exist”.

Nature has its own laws. Human laws are social laws, which may not be the same as those operated by nature. For example, when you clean a room, you will get 50 dollars. This is the law of humans. The law of nature may be simply – when the room is cleaned. It is clean. If we are too attached to the laws of humans, we may be suffered and disappointed. Nature does not yield to human wishes.

How then can we prepare for what is unexpected? This question merits our effort to do some research. The best we can do is to do our best now – at the present time. Do not worry too much about the future, bearing in mind well that phenomena follow the law of nature. We need to develop our perspective of the universe – the Right View.

 

Notes

Summarizing the twenty-four conditions, they are:

root-condition (hetu-paccaya)

object-condition (arammana-paccaya)

predominance-condition (adhipati-paccaya)

proximity-condition (anantara-paccaya)

contiguity-condition (samanantara-paccaya)

conascence-condition (sahajata-paccaya)

mutuality-condition (annamanna-paccaya)

dependence-condition (nissaya-paccaya)

decisive support-condition (upanissaya-paccaya)

prenascence-condition (purejata-paccaya)

postnascence-condition (pacchajata-paccaya)

repetition-condition (asevana-paccaya)

kamma-condition (kamma-paccaya)

vipaka-condition (vipaka-paccaya)

nutriment-condition (ahara-paccaya)

faculty-condition (indriya-paccaya)

jhana-condition (jhana-paccaya)

path-condition (magga-paccaya)

association-condition (sampayutta-paccaya)

dissociation-condition (vippayutta-paccaya)

presence-condition (atthi-paccaya)

absence-condition (natthi-paccaya)

disappearance-condition (vigata-paccaya)

non-disappearance-condition (avigata-paccaya)

+++

The Nine ecological bloodymindedness laws are:

1. For every action on a complex, interactive, dynamic system, there are unintended and unexpected consequences. In general, the unintended consequences are recognized later than those that are intended.

2 Any system in a state of positive feedback will destroy itself unless a limit is placed on the flow of energy through that system.

3. Any sedentary community, by virtue of its sedentism, will encounter problems of sanitation. The manner in which sanitation is managed will affect the manner in which supporting agriculture is managed.

4. For every increment in the agricultural surplus there is a corresponding increment in the volume of urban sewage.

5. Stability or resilience in ecosystems requires that all essential reactions within the system function within ranges of rates that are mutually compatible.

6. The long-term survival of any species of organism requires that all processes essential for the viability of that species function at rates that are co0mpatible with the overall functioning of the ecosystem of which that species is a part.

7. If any species of animal should develop the mental and physical capacity consciously to manage the ecosystem of which it is a part, and proceeds to do so, then the long-term survival of that species will require, as a minimum, that it understands the rate limits of all processes essential to the functioning of that ecosystem and that it operates within those limits.

8. Long-term stability or ‘sustainability’ in ecosystems (including agricultural systems) is dependent in part upon the recycling of nutrient elements wholly within the system or upon their replenishment from a renewable source, provided such replenishment is not itself dependent upon a finite source of energy.

9. If a population continues to grow exponentially it will eventually consume essential resources faster than they can be replenished. The provision of or access to additional resources will extend the ‘life’ of such resources, and hence the duration of growth of the population, only to a very small extent.

Sources

1.  Nina van Gorkom “Different Aspects Of The 24 Conditions: Summarizing The 24 Conditions”. Retrieved from wisdomlib.org/buddhism/book/conditions/d/doc2917.html

2.  Feed or Feedback: Agriculture, Population Dynamics and the State of the Planet Paperback – October 1, 2003, by A. Duncan Brown (Author)

From Pictograms to Ideograms

Pictograms, Ideograms, and Alphabets

In semiotics – a study of signs and meanings – pictograms, ideograms, and symbols or letters are called signs. A sign is anything that stands for something else. Semiotics is a fascinating science, allowing one to probe into one’s ontology.

In this short article, I shall explain the key terms in the meaning-making system – they are pictograms, ideograms, characters, and alphabets.

Symbols

A pictogram (pictograph) is simple a picture. It is defined as “a picture or symbol that represents a word or phrase.” Another term is an icon. For example, a computer icon is a small pictogram.

In other words, a pictogram or pictograph is a symbol representing a concept, object, activity, place or event by illustration. Pictography is a form of writing whereby ideas are transmitted through drawing.

An ideogram or ideograph is a combination of two words – ideas and grams, defined as “a written character symbolizing the idea of a thing without indicating the sounds used to say it.” Simple examples are numerals and Chinese characters.

An ideogram is a graphical symbol that represents an idea, rather than a group of letters arranged according to the phonemes of a spoken language, as is done in alphabetic languages.

Chinese characters are logo grams.

The term “ideogram” is commonly used to describe logographic writing systems such as Egyptian hieroglyphs and Chinese characters. However, symbols in logographic systems generally represent words or morphemes rather than pure ideas.

Another term we should look into is ‘logograph’. A logogram, or logograph, is a single grapheme which represents a word or a morpheme (a meaningful unit of language). This stands in contrast to other writing systems, such as alphabets, where each symbol (letter) primarily represents a sound or a combination of sounds. A Chinese character, for example, is a logogram

As we can see it is about levels of abstraction, from the concrete to the abstract. A picture is concrete, but a word is an idea (abstract).

a letter, number, or other mark or sign used in writing or printing, or the space one of these takes:
a string of characters (= a line of marks)
The address was written in Chinese/Japanese characters (= systems of writing).
The computer screen on this laptop is 66 characters (= spaces) wide.

Alphabet refers to “a set of letters or symbols in a fixed order, used to represent the basic sounds of a language; in particular, the set of letters from A to Z.” (Source: https://dictionary.cambridge.org/

How many letters are there in the alphabet? – Worldometerwww.worldometers.info › languages › how-many-letter…
The English Alphabet consists of 26 letters: A, B, C, D, E, F, G, H, I, J, K, L, M, N, O, P, Q, R, S, T, U, V, W, X, Y, Z.

References

https://www.historyofvisualcommunication.com/02-ideograms

https://dictionary.cambridge.org/

แปล »